ประวัติและพันธกิจ
ประวัติและพันธกิจ/บทบาทหน้าที่ของ สำนักการสังคีต กรมศิลปากร
ประวัติและพันธกิจ/บทบาทหน้าที่ของ สำนักการสังคีต กรมศิลปากร
คำว่า “สังคีต” หมายถึง การร้องรำทำเพลง อันหมายรวมถึงการแสดงนาฏศิลป์ – ดนตรีทั้งไทย และสากลด้วย เมื่อรวมกับคำว่า “ สำนัก” เป็น “สำนักการสังคีต” จึงหมายถึง องค์กรหรือหน่วยงานที่มีบทบาทหน้าที่ อนุรักษ์ และเผยแพร่การบรรเลง – ขับร้อง ด้านดนตรีไทย-ดนตรีสากล และการแสดงนาฏศิลป์ไทยเรียกรวมกันว่า “นาฏดุริยางคศิลป์”
บทบาทหน้าที่
- บทบาทหน้าที่
- ดำเนินการในฐานะเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้ศิลปวัฒนธรรม ด้านนาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์และ คีตศิลป์ของชาติ
- ดำเนินการอนุรักษ์ สืบทอด ศิลปวัฒนธรรม ด้านนาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และคีตศิลป์ ในพระราชพิธี รัฐพิธีและพิธีการต่างๆ ตามจารีตประเพณี
- ศึกษา ค้นคว้า และวิจัย ศิลปวัฒนธรรมด้านนาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และคีตศิลป์
- ฟื้นฟู พัฒนา สร้างสรรค์และเผยแพร่งานศิลปวัฒนธรรมด้านนาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และคีตศิลป์ของชาติและท้องถิ่นอย่างเป็นระบบเพื่อดำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของชาติ
- เผยแพร่ และแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมด้านนาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และคีตศิลป์กับต่างประเทศ
- ส่งเสริม สนับสนุนให้เกิดเครือข่ายศิลปินและให้บริการทางวิชาการด้านนาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และคีตศิลป์ แก่หน่วยงานของรัฐ เอกชน เยาวชน และประชาชนทั่วไป
- ดำเนินการเกี่ยวกับกิจการโรงละครแห่งชาติ
- ฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะและความเชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และคีตศิลป์แก่เยาวชน รวมทั้งประชาชนทั่วไปที่สนใจ
- กำหนดเกณฑ์และรับรองมาตราฐานงานด้านาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และคีตศิลป์สำหรับส่วนราชการของกรม
- ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือที่ได้รับมอบหมาย
ยุคต่าง ๆ จากอดีตถึงปัจจุบัน
แต่เดิมงานด้านการมหรสพ หรืองานด้านนาฏดุริยางคศิลป์ ได้แก่ การละเล่นต่าง ๆ โขน -ละคร ดนตรีไทย เครื่องสายฝรั่ง รวมอยู่ในกรมเดียวกัน เรียกว่า “กรมมหรสพ” อยู่ในความดูแล ของสถาบัพระมหากษัตริย์ เพราะจัดว่าเป็นเครื่องประกอบพระอิสริยยศอย่างหนึ่ง ปฎิบัติหน้าที่ในงานพระราชพิธีรัฐพิธี และในงานต้อนรับอาคันตุกะ และยังคงทำสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อโอนย้ายงานนาฏดุริยางคศิลป์ มาอยู่ภายใต้การดูแลของกรมศิลปากร ในระยะแรกเป็นการจัดระเบียบการทำงานให้เป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านอนุรักษ์ ฟื้นฟู เผยแพร่ และสืบทอด จึงมีการปรับเปลี่ยนชื่อหน่วยงานอยู่เป็นระยะ ซึ่งสามารถแบ่งยุคต่าง ๆ จากอดีตถึงปัจจุบันได้ ๕ ยุค ดังนี้
ยุคที่ ๑ : ก่อตั้ง -๒๔๗๕ ชื่อ กรมมหรสพ
- สมัยรัชกาลที่ ๑ – รัชกาลที่ ๓ ได้ตั้งหน่วยงาน ทำหน้าที่เกี่ยวกับการประโคมดนตรี หรือเกี่ยวกับการละเล่นรื่นเริงออกเป็น ๕ กรม ได้แก่ กรมโขน กรมหุ่น กรมญวนหก (รำโคม) กรมปี่พาทย์ และกรมมหรสพ ทั้ง ๕ กรมนี้เป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์
- สมัยรัชกาลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทั้ง ๕ กรมอยู่ในบังคับบัญชาของ พระเจ้าพี่ยาเธอ พระองค์เจ้ากุญชร กรมพระพิทักษ์เทเวศร์ เจ้าพระยาเทเวศรวงษ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กุญชร ณ อยุธยา) ตามลำดับ
- สมัยรัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งกรมมหรสพขึ้นใหม่อีกหนึ่งกรม แล้วให้โอนการมหรสพทั้งปวง ไปรวมอยู่ในกรมมหรสพที่ตั้งขึ้นใหม่ โดยมีหลวงสิทธิ นายเวร (น้อย ศิลปี) ภายหลังได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยาวิศุกรรมประสิทธิ์ศิลป์ เป็นผู้ควบคุมดูแลกรมมหรสพ ขึ้นตรงต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
- พ.ศ.๒๔๕๔ ทรงมีพระราชโองการฯ ตั้ง “กรมศิลปากร” สังกัดกระทรวงวัง ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๔๕๔ โดยโอนการช่างประณีตศิลป์ จากกรมโยธาธิการ และกรมพิพิธภัณฑ์จากกระทรวงธรรมการ มาอยู่ในกรมศิลปากร เพื่อทำหน้าที่ดำรงรักษางานด้านช่างประณีตศิลป์ และโบราณสถาน-โบราณวัตถุ
- พ.ศ.๒๔๕๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้แบ่งงานในกรมมหรสพ (ที่ตั้งขึ้นเมื่อพ.ศ.๒๔๕๓ ) พร้อมทั้งแต่งตั้งเจ้ากรมดูแล ดังนี้
- กรมโขนหลวง มี พระยานัฏกานุรักษ์ (ทองดี สุวรรณภารต) เป็นเจ้ากรม
- กรมปี่พาทย์หลวง มี พระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) เป็นเจ้ากรม
- กรมช่างมหาดเล็ก มี พระยาอนุศาสน์จิตรกร(จันทร์ จิตรกร) เป็นเจ้ากรม
- กองเครื่องสายฝรั่งหลวง มี พระนนททิพย์พิลาศ (เอวัน วาระศิริ) ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระประดิษฐ์ไพเราะและพระยาวาระศิริราชเสนี เป็นปลัดกรมคนแรก (เพราะมีฐานะเป็นกอง) ภายหลังมี พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) เป็นปลัดกรม ทั้งนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ เจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล. เฟื้อ พึ่งบุญ) ซึ่งขณะนั้นมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาประสิทธิ์ศุภการเป็นผู้บังคับบัญชา และขึ้นตรงต่อกรมมหาดเล็กหลวง กระทรวงวัง (กรมมหาดเล็กหลวง เป็นกรมอิสระขึ้นตรงต่อองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)
- พ.ศ. ๒๔๖๙ สมัยรัชกาลที่ ๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยุบกรมศิลปากร และประกาศตั้ง “ราชบัณฑิตยสภา” ขึ้น ได้รวมงานของหอพระสมุดสำหรับพระนคร งานด้านอักษรศาสตร์ โบราณคดี พิพิธภัณฑ์ และงานช่าง มาอยู่ในราชบัณฑิตสภา โดยแบ่งภารกิจเป็น ๓ แผนก คือ แผนกวรรณคดี แผนกโบราณคดี และแผนกศิลปากร และยุบกรมมหรสพที่ตั้งในสมัยรัชกาลที่ ๖ แล้วโอนเครื่องโขนละคร สัมภาระทั้งปวง มอบให้แก่พิพิธภัณฑสถานดูแล ทั้งนี้ ยกเว้น กรมปี่พาทย์หลวงและเครื่องสายฝรั่งหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมเข้าด้วยกัน ตั้งชื่อใหม่ว่า “กองปี่พาทย์และโขนหลวง” ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับไว้ดูแลอยู่ในสังกัดกระทรวงวัง
ยุคที่ ๒ : (พ.ศ. ๒๔๗๖ – ๒๔๘๐)
ชื่อ “แผนกละครและสังคีต” กองศิลปะวิทยาการ กรมศิลปากร กระทรวงธรรมการ
- ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ คือ เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๔๗๖ ได้มี พระราชบัญญัติ จัดตั้งกรมศิลปากร ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง อยู่สังกัดกระทรวงธรรมการ และมีพระราชกฤษฎีกาให้จัดแบ่งส่วนราชการในกรมศิลปกรออกเป็น ๖ กอง ได้แก่
- สำนักงานเลขานุการกรม
- กองศิลปะวิทยาการ (แผนกวรรณคดี แผนกโบราณคดี แผนกละครและสังคีต แผนกวาที)
- กองประณีตศิลปกรรม
- กองสถาปัตยกรรม
- กองพิพิธภัณฑ์และโบราณวัตถุ
- กองหอสมุด
(เฉพาะ “แผนกละครและสังคีต” มีหน้าที่ค้นคว้าและหาทางบำรุงความรู้ในศิลปะทางละครและสังคีต มีพระพินิจวรรณสาร แสง สาลิตุล เป็นหัวหน้ากอง)
- พ.ศ.๒๔๗๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ เป็นอธิบดีกรมศิลปากรคนแรก และในปีเดียวกันนี้ กรมศิลปากรได้จัดตั้ง “โรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์” ขึ้นเพื่อดำเนินการสอนวิชาสามัญและศิลปะ โดยให้ศิลปินจากแผนกละครและสังคีต ทำหน้าที่ทั้งครูและศิลปินควบคู่กันไป
พ.ศ.๒๔๗๘ กระทรวงวัง ถูกยุบเป็นสำนักพระราชวัง กรมศิลปากรรับโอนข้าราชการโขน ละคร ปี่พาทย์ เครื่องสายฝรั่ง ตลอดจนเครื่องแต่งกายโขน-ละคร และเครื่องดนตรีซึ่งเหลืออยู่บางส่วนมาจากกระทรวงวัง ไปสังกัดกองศิลปะวิทยาการ และงานการช่างกรมวังนอก อยู่ในสังกัดกรมศิลปากร มีพระยาอนุมานราชธน หัวหน้ากอง คงเหลือแต่งานเครื่องสูงขึ้นอยู่กับสำนักพระราชวัง
ยุคที่ ๓ : (พ.ศ. ๒๔๘๑ – ๒๕๓๗) ชื่อ กองดุริยางคศิลป์ – กองการสังคีต
- พ.ศ.๒๔๘๑ มีพระราชกฤษฎีกา แบ่งส่วนราชการในกรมศิลปากรใหม่ ออกเป็น ๘ กอง ได้แก่
- สำนักงานเลขานุการกรม
- กองศิลปศึกษา
- กองวัฒนธรรม
- กองโบราณคดี
- กองสถาปัตยกรรม
- กองหัตถศิลปะ
- กองดุริยางคศิลป์
- กองโรงเรียนศิลปากร
- จากการแบ่งส่วนราชการใหม่ “กองศิลปะวิทยาการ” ที่ตั้งขึ้นเมื่อพ.ศ.๒๔๗๖ เปลี่ยนชื่อเป็น “กองดุริยางคศิลป์” มีหน้าที่เกี่ยวกับงานดุริยางค์ แยกภารกิจเป็นแผนกตำรา แผนกดุริยางค์ไทย และแผนกดุริยางค์สากล มีนายเดช คงสายสินธุ์ เป็นหัวหน้ากอง และหลังจากที่กรมศิลปากรรับโอนข้าราชการโขน – ละคร ปี่พาทย์ มาจากกระทรวงวังเมื่อพ.ศ.๒๔๗๘ จึงได้ปรับปรุงแก้ไขงานด้านการศึกษาให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยตั้ง “กองโรงเรียนศิลปากร” ขึ้นใหม่ แบ่งเป็น ๒ แผนก คือ แผนกช่าง เปิดสอนทางด้านช่างปั้น ช่างเขียน และช่างรัก และแผนกนาฏดุริยางค์ จัดการศึกษาวิชาศิลปะทางดนตรี ปี่พาทย์ และละคร ดังนั้นจึงได้นำ โรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ เข้ามาเป็นแผนกหนึ่งของกองโรงเรียนศิลปากรมีชื่อเฉพาะ “โรงเรียนศิลปากร –แผนกนาฏดุริยางค์” มีพระสาโรชรัตนวาทการ เป็นหัวหน้ากองโรงเรียนศิลปากร
- พ.ศ. ๒๔๘๕ กรมศิลปากร ได้ โอนไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี และมีการแบ่งส่วนราชการในกรมใหม่ มี ๖ กอง ได้แก่
- สำนักงานเลขานุการกรม
- กองวรรณคดี
- กองโบราณคดี
- กองสถาปัตยกรรม
- กองการสังคีต
- มหาวิทยาลัยศิลปากร
- จากการแบ่งส่วนราชการใหม่ “กองดุริยางคศิลป์” เปลี่ยนชื่อมาเป็น “กองการสังคีต“และได้ปรับเปลี่ยน แผนกจาก “แผนกตำรา” เป็น “แผนกวิชาการ” แต่คงชื่อแผนกดุริยางค์ไทย และดุริยางค์สากลไว้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติงาน มี จมื่นมานิตย์นเรศวร์ (เฉลิม เศวตนันท์) เป็นหัวหน้ากอง
- กรมศิลปากรได้ยกฐานะกองโรงเรียนศิลปากร เป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้โอน“แผนกช่าง” จากกองโรงเรียนศิลปากร ไปขึ้นกับมหาวิทยาลัยศิลปากร โอนแผนกนาฏดุริยางค์ จากกองโรงเรียนศิลปากร มาขึ้นอยู่กับแผนกนาฏศิลปะ กองการสังคีต พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อ เป็น “โรงเรียนสังคีตศิลป”แต่การเรียนการสอนได้หยุดไปชั่วขณะเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ ๒
- พ.ศ. ๒๔๘๘ โรงเรียนสังคีตศิลป์ ได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนนาฏศิลปะ” พร้อมทั้งขยายการศึกษาครอบคลุมทั้งนาฏดุริยางคศิลป์ไทยและสากล มีหลวงบุณยมานพพานิชย์ เป็นหัวหน้ากอง
- พ.ศ.๒๔๙๕ กรมศิลปากรโอนไปสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม
- พ.ศ.๒๕๐๑ กรมศิลปากรโอนไปสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ
- พ.ศ.๒๕๐๓ เริ่มการก่อสร้างโรงละครแห่งชาติ และทำพิธีเปิดโรงละครแห่งชาติเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗
- พ.ศ.๒๕๐๔ กรมศิลปากรได้ขยายหน่วยงานในกรมออกเป็น ๙ หน่วยงาน ได้แก่
- สำนักงานเลขานุการกรม
- กองการสังคีต
- กองจดหมายเหตุแห่งชาติ
- กองโบราณคดี
- กองศิลปศึกษา
- กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์
- กองสถาปัตยกรรม
- กองหัตถศิลปะ
- กองหอสมุดแห่งชาติ
กรมศิลปากร ตั้งกองศิลปศึกษาขึ้นมาในภารกิจเพื่อรับผิดชอบงานด้านการศึกษา ดังนั้น จึงโอนโรงเรียนนาฏศิลปะ จากกองการสังคีต มาขึ้นกับกองศิลปศึกษา แล้วแยกข้าราชการที่อยู่ในกองศิลปศึกษาคือครูผู้สอน ส่วนข้าราชการที่อยู่ในกองการสังคีต คือศิลปินผู้แสดง
- พ.ศ. ๒๕๑๕ วิทยาลัยนาฏศิลปะได้ขยายการศึกษาครอบคลุมทั้งนาฏดุริยางคศิลป์ไทยและสากล หลังจากนั้น ได้รับการยกฐานะให้เป็น “วิทยาลัยนาฏศิลป”
- พ.ศ.๒๕๑๙ ได้ขยายการศึกษาจนถึงระดับปริญญาตรี โดยสมทบกับสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในคณะนาฏศิลป์และดุริยางค์ และได้เปิดวิทยาลัยนาฎศิลปะในภูมิภาคอีก ๑๑ แห่ง พร้อมทั้งวิทยาลัยช่างศิลปะ ๓ แห่ง
- หัวหน้ากอง – ผู้อำนวยการ มีดังนี้
- พ.ศ.๒๔๘๙ – ๒๕๙๙ นายธนิต อยู่โพธิ์ เป็นหัวหน้ากอง กองการสังคีต
- พ.ศ.๒๕๙๙ – ๒๕๑๕ นางชุมศิริ สิทธิพงศ์ เป็นผู้อำนวยการกองการสังคีต
- พ.ศ.๒๕๑๕ – ๒๕๒๓ นายทวีศักดิ์ เสนาณรงค์ เป็นผู้อำนวยการกองสังคีต
- พ.ศ. ๒๕๒๓ – ๒๕๓๓ นายเสรี หวังในธรรม เป็นผู้อำนวยการกองสังคีต
- พ.ศ.๒๕๓๓ – ๒๕๓๘ นายสุมน ขำศิริ เป็นผู้อำนวยการกองสังคีต
ยุคที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๓๘ – ๒๕๔๔) ชื่อว่า สถาบันนาฏดุริยางคศิลป์
-
- พ.ศ.๒๕๓๘ กรมศิลปากรได้มีการปรับปรุงและแบ่งส่วนราชการใหม่ ตามพระราชกฤษฎีกา กระทรวงศึกษาธิการ โดยแบ่งออกเป็น ๑๐ หน่วยงาน คือ
- สำนักงานเลขานุการกรม
- กองคลัง
- กองการเจ้าหน้าที่
- กองแผนงาน
- กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์.
- สถาบันนาฏดุริยางคศิลป์
- สถาบันศิลปกรรม
- สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
- หอจดหมายเหตุแห่งชาติ
- หอสมุดแห่งชาติ
การตั้ง “สถาบันนาฏดุริยางคศิลป์” มีจุดประสงค์ เพื่อนำหน่วยงานที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันมาไว้ด้วยกัน โดยรวมหน่วยงาน “กองการสังคีตและกองศิลปศึกษา(เฉพาะวิทยาลัยนาฏศิลปะทั้งหมด)” เข้าด้วยกัน ตั้งชื่อสถาบันนาฏดุริยางคศิลป์ ทำให้หน่วยงานมีขอบเขตขยายงานกว้างขึ้น แบ่งภารกิจงานออกเป็น
- ฝ่ายบริหารทั่วไป ประกอบด้วย งานธุรการ งานการเงินและพัสดุ งานประสานและประชาสัมพันธ์การแสดง และงานประสานวิทยาลัยนาฏศิลปะ
- ส่วนวิชาการ ประกอบด้วยกลุ่มงานวิจัยและพัฒนาการศึกษา กลุ่มวิจัยและพัฒนาการแสดง
- ส่วนการแสดง ประกอบด้วย กลุ่มนาฏศิลป์ กลุ่มดุริยางค์ไทย กลุ่มดุริยางค์สากล ฝ่ายเครื่องแต่งกาย
- ส่วนโรงละครแห่งชาติ ประกอบด้วย ฝ่ายธุรกิจ โรงละครฝ่ายศิลปกรรม และฝ่ายเทคนิคส่วนวิทยาลัยนาฏศิลปะทั้ง ๑๒ แห่งขึ้นตรงต่อ ผู้อำนวยการสถาบันนาฏดุริยางคศิลป์
- พ.ศ. ๒๕๔๑ กรมศิลปากรขยายหน่วยงาน ได้จัดตั้ง “สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์” ขึ้น เพื่อจัดการศึกษาในระดับปริญญาตรีด้านช่างศิลป์ นาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ ทั้งไทยและสากล
- พ.ศ.๒๕๔๓ เปิดโรงละครแห่งชาติภาคตะวันตก จังหวัดสุพรรณบุรี
- พ.ศ.๒๕๔๔ เปิดโรงละครแห่งชาติภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดนครราชสีมา
- ผู้อำนวยการสถาบันนาฏดุริยางค์ มีดังนี้
- พ.ศ.๒๕๓๘ – ๒๕๔๐ นายสุมน ขำศิริ
- พ.ศ. ๒๕๔๐ – ๒๕๔๓ นายสิริชัยชาญ ฟักจำรูญ
ยุคที่ ๕ : (พ.ศ. ๒๕๔๕ –ปัจจุบัน) ใช้ชื่อว่า สำนักการสังคีต
-
-
- พ.ศ.๒๕๔๕ มีการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ กรมศิลปากรย้ายสังกัดจากการกระทรวงศึกษาธิการ ไปสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม และแบ่งส่วนราชการในกรมเป็น ๙ หน่วยงาน คือ
- สำนักงานเลขานุการกรม
- สำนักการสังคีต
- สำนักโบราณคดี
- สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
- สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์.
- สำนักสถาปัตยกรรมและหัตถศิลป์
- สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
- สำนักหอสมุดแห่งชาติ
- สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
จากการปฏิรูประบบราชการ ทำให้สถาบันนาฏดุริยางคศิลป์ ต้องปรับแยกภารกิจด้าน การศึกษาและด้านการแสดงออกจากกัน เป็น ๒ หน่วยงาน คือ
- สำนักการสังคีต ทำหน้าที่ ดำเนินการด้านนาฏดุริยางคศิลป์ในงานพระราชพิธี รัฐพิธี และพิธีการต่างๆ ตามจารีตประเพณี และรวมองค์ความรู้ด้านนาฏดุริยางคศิลป์ โดยการ ศึกษา ค้นคว้า วิจัย และอนุรักษ์ ส่งเสริม สนับสนุน ให้บริการ และฝึกอบรมแก่หน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐ และเอกชนที่ดำเนินงานศิลปวัฒนธรรม ด้านนาฏดุริยางคศิลป์ และดำเนินการเกี่ยวกับกิจการ โรงละครแห่งชาติ สังกัดกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
- สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ทำหน้าที่ในการจัดการศึกษาทางด้านศิลปะและวัฒนธรรมโดยตรงเป็นหน่วยงานที่เทียบเท่ากรมในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม
- ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต มีดังนี้
- พ.ศ. ๒๕๔๕ – ๒๕๔๖ นายสมบัติ แก้วสุจริต
- พ.ศ.๒๕๔๖ – ๒๕๔๘ นางกัลยา เพิ่มลาภ
- พ.ศ.๒๕๔๘ – ๒๕๕๔ นายการุณ สิทธิภูล
- พ.ศ. ๒๕๕๔ – ๒๕๕๘ นายปกรณ์ พรพิสุทธิ์
- พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔ นายเอนก อาจมังกร
- พ.ศ. ๒๕๖๔-๒๕๖๘ นายลสิต อิศรางกูร ณ อยุธยา
- พ.ศ. ๒๕๖๘ – ปัจจุบัน นายศิริพงษ์ ทวีทรัพย์
-