ตัวอย่างหัวโขน
หัวโขน
หัวโขนซึ่งใช้ในการเล่นโขนนั้นสันนิษฐานว่า การแสดงโขนอย่างเช่นที่มีอยู่ทุกวันนี้ เมื่อแรกน่าจะยังไม่มีหัวโขน แต่อาจใช้การแต่งหน้าเขียนระบายสีลงบนหน้าผู้แสดงแต่ละคนตามลักษณะของบุคคลในเรื่องที่สมมติ ให้เล่น ดังเช่นการแสดง “กถักกฬิ” ของอินเดียซึ่งแสดงเรื่องรามเกียรติ์เช่นเดียวกับการแสดงโขนของไทยก็ยังใช้วิธีเขียนระบายใบหน้าผู้แสดงอยู่จนทุกวันนี้ แต่การเล่นโขนของไทยเรานั้นแบ่งพวกตัวแสดงออกเป็นข้างละมากตัว ใช้คนจำนวนมาก การเขียนระบายหน้าผู้แสดงจึงนับเป็นงานหนักมาก ต่อมาจึงมีผู้แก้ข้อขัดข้องนี้ โดยสร้างหน้ากากจำลองใบหน้าเป็นรูปต่างๆ ใช้สวมศีรษะและหน้าผู้แสดงแทน ทั้งนี้โดยสวมเทริดอยู่บนศีรษะ ดังเช่น ที่ปรากฏหลักฐานอยู่ในการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ในพระราชพิธีอินทราภิเษกครั้งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งถือว่าเป็น ต้นเค้าที่มาของการแสดงโขน ต่อมาจึงปรับปรุงหน้ากากหรือหน้าโขนให้ยึดติดกับเทริด แล้วสวมครอบศีรษะปิดมิด เพื่อความสะดวกในการแสดง เรียกว่า “หัวโขน”
หัวโขน นับแต่สมัยอยุธยาตอนปลายลงมาคงจะได้รับการประดิษฐ์คิดสร้างอย่างสมบูรณ์สวยงามเป็นพิเศษ ราวแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศลงมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งเป็นระยะเวลาที่นาฏศิลป์และดนตรี รวมทั้งงานศิลปะทุกสาขารุ่งเรืองถึงขีดสุด หัวโขนที่สวยงามเป็นเลิศจึงมีขึ้นในแผ่นดินนี้สมัยหนึ่ง
หัวโขน เป็นงานศิลปะชั้นสูง ใช้สำหรับสวมครอบศีรษะ ปิดบังส่วนหน้าของผู้แสดงโขนอย่างมิดชิด เป็นศิลปวัตถุประเภทประณีตศิลป์ และงานศิลปะที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นอย่างวิจิตรตระการตาเช่นเดียวกับเครื่องแต่งกาย ประณีตบรรจงตามแบบช่างไทย มีรูปลักษณะสวยงาม ลักษณะคล้ายหน้ากาก แตกต่างตรงที่เป็นการสร้างจำลองรูปทรงใบหน้าและศีรษะทั้งหมด เจาะช่องเป็นรูกลมที่นัยน์ตาของหัวโขน ให้ตรงกับนัยน์ตาของ ผู้แสดงเพื่อการมองเห็น
หัวโขนแบ่งเป็น ๒ ประเภทคือ
- หัวโขนสำหรับใช้ในการแสดง หมายความถึงหัวโขนที่สื่อถึงตัวละครนั้น ๆ เช่น พระ ยักษ์ เทวดา วานรและสัตว์ต่าง ๆ สร้างขึ้นด้วยกรรมวิธีแบบโบราณ ตามเอกลักษณ์ของหัวโขนที่ถูกต้องและสมบูรณ์แบบของศิลปะไทย
- หัวโขนที่ใช้สำหรับเป็นของประดับตกแต่งหรือของที่ระลึก หมายความถึงหัวโขนที่ทำขึ้นโดยการ หล่อ ปั้น ฉีดและขึ้นรูปด้วยพลาสติกหรือกรรมวิธีอื่น ๆ ลงรักปิดทอง ประดับกระจก
- การจำแนกหน้าโขนหรือหัวโขน
จำแนกออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังนี้
- เทพเจ้าและเทวดาต่างๆ เช่น พระอิศวร พระพรหม พระนารายณ์ พระอินทร์ พระอรชุน พระมาตุลลี เป็นต้น
- พระครูพิราพและพระครูฤษี เช่น พระฤษีวสิษฐ์ พระฤษีกไลโกฎ พระฤษีโคบุตร เป็นต้น
- พระ (มนุษย์) เช่น ท้าวอัชบาล พระราม พระลักษมณ์ พระพรต พระสัตรุด เป็นต้น
- วานร
- พญาวานรที่สวมมงกุฏ เช่น พาลี สุครีพ ชมพูพาน ฯลฯ
- พญาวานรที่สวมมาลัยทอง เช่น หนุมาน นิลพัท ฯลฯ วานรสิบแปดมงกุฏ เตียวเพช และ เขนลิง เป็นต้น
- ยักษ์
- สวมมงกุฏเรียกว่า “ยักษ์ยอด” เช่น ทศกัณฐ์ พิเภก อินทรชิต มารีศ ฯลฯ
- ไม่สวมมงกุฏเรียกว่า “ยักษ์โล้น” เช่น กุมภกรรณ สำมนักขา ฯลฯ หน้าโขนยักษ์ยังมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันไปอีก เช่น ปาก เขี้ยว ตา เป็นต้น
- สัตว์ต่างๆ เช่น ครุฑ นกสดายุ นกสัมพาที เป็นต้น
-
- สังเขปพงศ์รามเกียรติ์และลักษณะหน้าโขน
เรื่องที่นำมาเล่นโขนคือเรื่องรามเกียรติ์ เรื่องดังกล่าวมีเนื้อหายาว แบ่งเป็นหลายตอน สาระสำคัญคือการสงครามที่ประกอบด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ของฝ่ายพระราม ซึ่งเป็นพงศ์นารายวตารกับฝ่ายทศกัณฐ์และยักษ์สัมพันธมิตร บุคคลต่างๆ ทั้งฝ่ายพระรามและฝ่ายทศกัณฐ์ล้วนมีวงศ์ญาติและประวัติความเป็นมา ตลอดจนความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันมาแต่อดีต ดังนั้นผู้ชมเมี่อดูโขน จึงควรมีความรู้เกี่ยวกับความเป็นมา ตลอดจนลักษณะเด่นของบุคคลดังกล่าว
-
- พงศ์นารายณ์
วงศ์กษัตริย์แห่งอยุธยา พระนารายณ์บรรทมสินธุ์ในเกษียรสมุทร มีดอกบัวผุดขึ้นจากพระนาภี ในดอกบัวมีกุมารผู้หนึ่ง พระนารายณ์จึงนำขึ้นไปถวายพระอิศวร ประทานนามว่า อโนมาตัน และให้พระอินทร์ลงมาสร้างกรุงทวาราวดีศรีอยุธยาให้ ท้าวอโนมาตัน มีโอรสคือ ท้าวอัชบาล เป็นกษัตริย์ลำดับที่ ๒ ท้าวอัชบาลมีโอรสคือ ท้าวทศรถ เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๓ ท้าวทศรถมีมเหสี ๓ องค์ ได้แก่
- นางเกาสุริยา มีโอรสคือ พระราม เป็นพระนารายณ์อวตาร
- นางไกยเกษี มีโอรสคือ พระพรต เป็นจักรของพระนารายณ์อวตารมาเกิด
- นางสมุทรชา มีโอรส คือ พระลักษณ์ เป็นบัลลังก์นาคอวตารมาเกิด (อนันตนาคราช) กับ พระสัตรุด เป็นคทาอวตารมาเกิด
พระรามเป็นกษัตริย์ลำดับที่ ๔ ของกรุงทวารวดี มีมเหสีคือ นางสีดา ซึ่งเป็นพระลักษมีอวตารมาเกิด และมีโอรสคือ พระมงกุฎ (ในรามายณะว่า กุศ และ ลว)
- ลักษณะหน้าโขนพงศ์นารายณ์
- ท้าวอโนมาตัน หน้าพระ สีขาว มงกุฏน้ำเต้า
- ท้าวอัชบาล หน้าพระ สีขาว มงกุฏน้ำเต้า (บางตำราว่ามงกุฏชัย)
- ท้าวทศรถ หน้าพระ สีขาว มงกุฏชัย

- พระราม หน้าพระ สีเขียวนวล มงกุฏชัยหรือมงกุฏเดินหน
- พระพรต หน้าพระ สีทอง มงกุฏชัยหรือมงกุฏเดินหน
- พระสัตรุด หน้าพระ สีม่วงอ่อน มงกุฏชัย
-
-
- พงศ์มเหศวร
รามเกียรติ์เป็นเรื่องของอวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์ มีความเกี่ยวข้องกับเทพเจ้าสำคัญๆ หลายองค์ เช่น พระอิศวร พระอุมา พระนารายณ์ พระพรหม พระสุรัสวดี และเทวดาอื่นๆ เช่น พระอินทร์ พระมาตุลี พระอรชุน เป็นต้น
- ลักษณะหน้าโขนพงศ์มเหศวรและเทพบางองค์
- พระอิศวร หน้าพระ สีขาว มงกุฏน้ำเต้ากาบ
- พระนารายณ์ หน้าพระ สีดอกตะแบก มงกุฏชัย

พระพรหมธาดา หน้าพระ หน้า ๒ ชั้น ๔ หน้า สีขาว มงกุฏชัย- พระคเณศ หน้าเป็นช้าง สีแดง (บางตำราว่า สีสำริด ) เทริดยอดน้ำเต้า
- พระอินทร์ หน้าพระ สีเขียว มงกุฏเดินหน
- เทวดาอำมาตย์พระอิศวร หน้าพระ สวมกระบังหน้า มี ๔ องค์ สีกายต่างกัน คือ จิตตบท สีหงชาด จิตตุบาท สีหงดิน จิตตุราช สีทอง จิตตเสน สีเสน
- เทวดาอำมาตย์พระอินทร์ หน้าพระมี ๓ องค์ คือ มาตุลี สีขาว มงกุฏน้ำเต้ากลม วิษณุกรรม สีเขียว หัวโล้น หรือโพกผ้า เขียนลายดอกไม้ทองที่ผม
- เวสสญาณ สีเหลือง มงกุฏน้ำเต้ากลม
- พระอรชุน หน้าพระ สีทอง มงกุฏชัย
- ท้าวธตรฐ หน้าพระ สีหงดินอ่อน มงกุฏหางๆก่ จตุโลกบาลทิศบูรพา เป็นใหญ่เหนือเหล่าคนธรรพ์
- ท้าววิรุฬหก หน้าพระ สีมอคราม หรือ สี่ม่วงแก่ มงกุฏชัย จตุโลกบาลทิศทักษิณ เป็นใหญ่เหนือเหล่ากุมภัณฑ์
- ท้าววิรูปักษ์ หน้าพระ สีขาว หรือสีม่วง มงกุฏเศียรนาค จตุโลกบาลทิศประจิม เป็นใหญ่เหนือนาคทั้งหลาย
“รูปวิรูปักข์ท้าว เทวินทร์ แทตย์นา
เป็นใหญ่ในภุชคินทร์ ทั่วหล้า
อยู่ทิศปัศจิมระบิล บรรพ์บอก ชัดแฮ
ใช้มงกุฏชัยหน้า ม่วงต้องตามพงศ์ฯ ”
(พระองค์เจ้าคิศวรกุมาร)
- ท้าวเวสุวัณ หน้าพระ สีเขียว (บางตำราว่าสีทอง) มกุฏน้ำเต้า ๔ เหลี่ยม จตุโลกบาลทิศอุดร เป็นใหญ่เหนือหมู่ยักษ์
- พระปัญจสีขร หน้าพระ สีขาว มงกุฏน้ำเตา ๕ ยอด เทพคนธรรพ์ เจ้าแห่งการดนตรี
- พระปรครธรรพ หน้าพระ สีเขียว ชฏายอดฤษี เทพคนธรรพ์ เจ้าแห่งการดนตรี
-
-
-
-
- พงศ์วานร
วานรที่ร่วมอยู่ในกองทัพของพระรามมาจาก ๒ เมือง คือ คือ ชมพูและขีดขิน จำแนกตามฐานานุศักดิ์ได้ ดังนี้
- พญาวานร คือวานรกษัตริย์ เช่น ท้าวมหาชมพู พาลี วานรวงศ์กษัตริย์ เช่น นิลพัท นิลนิท องคต และวานรที่เกิดจากฤทธิ์ของพระเป็นเจ้า เช่น ชมพูวราช ชมพูพาน หนุมาน เป็นต้น พญาวานรเหล่านี้ บางตนศีรษะสวมมงกุฏ บางตนสวมมาลัยทอง มีทั้งหมด ๑๑ นาย
- วานรสิบแปดมงกุฏ ได้แก่ เสนาวานร ๑ นาย ที่เป็นเทพบุตรจุติลงมาเกิดช่วยพระรามรบกับเหล่าอสูร มงกุฏมาจากศัพท์ภาษาบาลีว่า มกกต แปลว่า ลิงหรือวานร
- สิบแปดมงกุฏ มีความหมายว่า วานรสิบแปดนาย แบ่งเป็นจากเมืองขีดขิน ๘ นาย และจากเมืองชมพู ๖ นาย มาปรากฏว่ามาจากเมืองใด ๓ นาย ทั้ง ๑๘ นาย ศีรษะสวมมาลัยทอง
- วานรเตียวเพชร
ได้แก่ มุขมนตรีวานร ๙ นาย เป็นชาวเมืองชีดชิน ๗ นาย ชาวเมืองชมพู ๑ นาย และไม่ปรากฏว่า มาจากเมืองใด ๑ นาย คาดผ้าตะบิดโพกศีรษะ
- นอกจากนี้ ยังมี วานรจังเกียง คาดศีรษะด้วยผ้าขลิบทอง และเขนลิง หริอพลทหารวมมงคลที่ศีรษะร่วมอยู่ในกองทัพ
- ลักษณะหน้าโขนและพงษ์วานร
- พญาวานร
- ชามพูวราช หรือ นิลเกสร เกิดจากไม่ไผ่ หน้าอาศรม ฤษีสุขวัฒน สีแดงชาด ปากอ้า มงกุฏชัย
- พาลี หรือ กากาศ เจ้าเมืองขีดขิน โอรส พระอินทร์ กับ นางกาลอัจนา สีเขียวสด ปากอ้า มงกุฏเดินหน (ชฎายอดบัด)
“พาลีนเรศเจ้า ขีดขิน นครเฮย
เอารศองค์อมรินทร์ ฤทธิ์กล้า
ทรงชฎาลอออิน ทรีย์สด เขียวแฮ
ใครรบสบแรงล้า กึ่งเปลี้ย เสียศูนย์ฯ”
(กรมหมื่นเทวะวงษ์วโรปการ)

- สุครีพ อุปราชเมืองขีดขิน โอรส พระอาทิตย์ กับ นางกาลอัจนา สีแดงเสน หรือสีแดงชาด ปากอ้า มงกุฏเดินหน (ชฎายอดบัด) เป็นผู้จัดทัพฝ่ายพลับพลา
“สุครีพเอารสไท้ ทินกร
สวมชฎาอาภรณ์ เพริศพร้อม
อุปราชขีดขินนคร เอกอมาตย์ งามแฮ
สีสกนธ์กลย้อม ชาดกลั้วสกลกาย”
(กรมหมื่นเทวะวงษ์วโรปการ)

- ชมพูพาน พระอิศวรชุบขึ้นด้วยเหงื่อไคล เป็นโอรสบุญธรรมของ พาลี สีหงชาด ปากอ้า มงกุฏชัย เป็นแพทย์ เสนารักษ์ประจำกองทัพพระราม
“ขุนพานนเรศชื่อชี้ ชมพู พานเฮย
ไคลเหงื่อ อิศวรถู ชุบกล้า
หงชาดสกนธ์ดู แดงเทิด ขรรค์แฮ
สวมมกุฏชัยเฉิดฟ้า บุตรเลี้ยงพาลี ฯ”
(พระยาราชวรานุกูล)
- หนุมาน โอรส พระพาย กับ นางสวาหะ เป็นหลานน้าของพาลีและสุครีพ สีขาวผ่อง ปากอ้า สวมมาลัยทอง ตอนเป็นอุปราชกรุงลงกา สวมมงกุฏเดินหน ตอนครองเมืองนพบุรี สวมมงกุฏชัย และตอนหนุมานบวช สวมชฏายอดฤษี
“กบินทร์บุตรมารุตนี้ นามหนุ มานแฮ
ผิวเผือกตรีเทพอุ กฤษฎ์แกล้ว
แสดงเดชสี่พักตร์ดุ แปดหัตถ์ หาญแฮ
โลมเพชรอีกเขี้ยวแก้ว อีกทั้งกุณฑลฯ”
(หลวงบรรหารอัตถคดี)
- องคต โอรส พาลี กับ นางมณโฑ สีเขียวมรกต ปากหุบ มงกุฏสามกลีบ
“นามขุนกบี่นี้ องคต เสนอนอ
กากาศราชเอารส ฤทธิ์ล้ำ
สีเขียวดุจมรกต มกุฏกลีบสามแฮ
เถลิงยศอุปราชค้ำ เขตด้าวขีดขินฯ”
(ขุนวิจิตรวรสาตร)
- มัจฉานุ โอรส หนุมาน กับ นางสุพรรณมัจฉา หน้าเป็นวานร มีหางเป็นปลา สีขาวผ่อง ปากอ้า สวมมาลัยทอง
“หลานลมหลานราพณ์ทั้ง หลานปลา
หลานมนุษย์บุตรมัจฉา นเรศพ้อง
ยลหางอย่างมัตสยา กายเศวต สวาแฮ
นามมัจฉานุป้อง กึ่งหล้าบาดาลฯ”
(กรมหมื่นพิชิตปรีชากร)
- อสุรผัด โอรส หนุมาน กับ นางเบญกาย ผมและตัวเป็นยักษ์หน้าเป็นวานร สีเลื่อมประภัสสรปากอ้า สวมมาลัยทอง
“วายุบุตรปิตุหน้า กบินทร์หมาย เหมือนนอ
กายเกศเพศเบญกาย มาตุนั้น
สมเญศอสุรผัดผาย เกียรติเกริก ไกรแฮ
อุปราชอัยกากั้น ศึกทั้งลงกาฯ”
(กรมหมื่นพิชิตปรีชากร)
- ท้าวมหาชมพู เจ้าเมืองชมพู สีขาบ หรือสีปีกแมลงทับ ปากอ้า มงกุฏชัย
“ชมพูพาน นเรศท้าวจุลจักร
สีขายรงสุรศักดิ์ ใหญ่ล้ำ
สวมชฎาดุจองค์มัฆวานเปรียบเสมอฤา
ครองภพชมพูก้ำ กึ่งหล้าฤาหาญฯ”
(ขุนภักดีอาษา)

- นิลพัท อุปราชเมืองชมพู โอรส พระกาล สีน้ำรัก หรือสีดำขลับ ปากอ้า สวมมาลัยทอง
“ขุนพานเนรศฯ นิลพัท นามเนอ
คือบุตรพระกาลชัดสืบเชื้อ
น้ำรักเทียบสีจัด สิบแปดมงกุฏแฮ
เป็นเผ่าชมพูเกื้อ เกิดด้วยเดชรามฯ”
(ขุนศรีราชอักษร)
- นิลนนท์ โอรส พระเพลิง สีหงสบาท หรือ สีหงเสนเจือเหลือง ปากอ้า สวมมาลัยทอง
“นิลนนนท์พานเนรศนี้ ในพงศ์
สิบแปดมงกุฏทรง เดชก้อง
สีกายก่ำดั่งหง สบาท
บุตรพระเพลิงเกิดพ้อง เพื่อล้างพลมาร”
(หมื่นพากยโวหาร)
- วานรสิบแปดมงกุฏ
- เกยูร ฝ่ายขีดขิน ท้าววิรุฬหก แบ่งภาคมาเกิด สีม่วงแก่ หรือสีม่วงชาดแก่ ปากอ้า สวมมาลัยทอง
“เกยูรนามเยี่ยงนี้ ในสกนธ์ นั้นฤา
สีม่วงแก่มัวมน เผือดคล้ำ
วิรุฬหกเวหน หากแบ่ง ภาคแฮ
ชูช่วยราเมศห้ำ หั่นเสี้ยนศึกอสูรฯ
(กรมหมื่นอดิศรอุดมเดช)
- โกมุท หรือ โคมุท ฝ่ายขีดขิน พระหิมพานต์ แบ่งภาคมาเกิด สีบัวโรย ปากหุบ สวมมาลัยทอง
“สมญาโกมุทผู้ พิสดาร
สีปทุมโรยปาน เปรียบได้
คือองค์พระหิมพานต์ ปันภาค
หวังรบราพณ์ฉลองใต้ บาทเบื้องอวตารฯ”
(พระองค์เจ้าเกษมศรีสุภโยค)
- ไชยามพวาน
ฝ่ายเมืองขีดขิน พระอีศาณ แบ่งภาคมาเกิด เป็นผู้ถือธงชัยทัพพระราม สีเทา สีมอหมึกอ่อน ปากอ้า สวมมาลัยทอง
“คนธงนำทัพไท้ อวตาร
นามว่าไชยามพวาน ภาพนี้
สีเทาพระอีศาน เทวบุตร
จุติจากสวรรค์ลี้ แบ่งเพี้ยงภาคผัน ฯ”
(พระเทพกวี)
- มาลุนทเกสร
ฝ่ายเมืองขีดขิน พระพฤหัสบดี แบ่งภาคมาเกิด สีเมฆ หรือ สีม่วงครามอ่อน ปากหุบ สวมมาลัยทอง
“ทวยหาญพระกฤษณผู้ ชาญสมร
คือพฤหัสบดีจร จากฟ้า
มาลุนทเกสร นามกบี่
สีเมฆเรืองฤทธิ์กล้า กลั่นแกล้ววกลางณรงค์ฯ”
(พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต)
- วิมล หรือ นิลพานร
ฝ่ายเมืองขีดขิน พระเสาร์ แบ่งภาคมาเกิด สีดำหมึก ปากหุบ สวมมาลัยทอง
“พานนเรศรูปนี้ นามกร
ว่าวิมลวานร เนื่องอ้าง
สีดำแบ่งภาคจร จากพระ เสาร์แฮ
เนาบุเรศเขตกว้าง ชื่อพร้องขีดขินฯ”
(ขุนมหาสิทธิโวหาร)
- ไวยบุตร
ฝ่ายเมืองขีดขิน พระพิรุณ แบ่งภาคมาเกิด สีเมฆครึ้มฝน หรือสีมอครามแก่ ปากอ้า สวมมาลัยทอง
“ไวยบุตรกระบี่นี้ เพรงขาน นามเอย
พิรุณเทพอวยพรรษธาร ทั่วหล้า
จุติช่วยพิษณุราญ รอนราพณ์
สีเฉกเมฆมัวฟ้า มืดคลุ้มชอุ่มฝนฯ”
(ขุนพิสนทสังฆกิจ)
- สัตพลี
ฝ่ายขีดขิน พระจันทร์ แบ่งภาคมาเกิด สีขาวผ่อง ปากหุบ สวมมาลัยทอง
- สุรกานต์
ฝ่ายขีดขิน พระมหาชัย แบ่งภาคมาเกิด สีเหลืองจำปา หรือสีแดงชาด ปากอ้า สวมมาลัยทอง
“สีเหลืองวานเนรศร้าย เริงแรง
สุรกานต์นามแสดง เดชห้าว
มหาชัยเอกองค์แปลง เปลี่ยนภาค
มาช่วยวาสุเทพท้าว ล่มล้าง เหล่าอสูร ฯ”
(พระองค์เจ้าดิศสวรกุมาร)
- สุรเสน
ฝ่ายเมืองขีดขิน พระพุธ แบ่งภาคมาเกิด สีแสด หรือสีเขียว ปากอ้า สวมมาลัยทอง
“วานรเตียวเพชรนี้ นาม สุรเสนแฮ
คือพระพุทธสุดดุ เดชล้ำ
อาจปราบอสูรลุฤาฤทธิ์ เร็วเฮย
สีแดงสุดเก่งก้ำ เกือบแม้นหนุมานฯ”
(ขุนวิสูตรเสนี)
- นิลขัน
ฝ่ายเมืองชมพู พระพเนศแบ่งภาคมาเกิด สีหงดิน ปากอ้า สวมมาลัยทอง
“พานรตนนี้นี่ นามบิล ขันพ่อ
กายเลื่อมสีหงดิน เดชแกล้ว
คือพระพิเนศผิน ผันภาค มานา
เปรียบดุจขุนพลแก้ว เกิดด้วยบุณย์รามฯ”
(ขุนวิสูตรเสนี)
- นิลปานัน
ฝ่ายเมืองชมพู พระราหูแบ่งภาคมาเกิด สีสำริด ปากอ้า สวมมาลัยทอง
“นิลปานันอยู่ด้าว ชมพู นครเฮย
พวกสิบแปดมงกุฏชู ชื่อไว้
คือองค์พระราหู มาจุ ตินา
สีเล่ห์สัมฤทธิ์ไล้ เลิศล้ำฤทธิรงค์ฯ”
(พระยาศรีสิงหเทพ)
- นิลปาสัน
ฝ่ายเมืองชมพู พระศุกร์แบ่งภาคมาเกิด สีเลื่อมเหลือง สีหมากสุก ปากอ้า สวมมาลัยทอง
“พระศุกร์อุบัติขึ้น เป็นสวา
เหลืองเลื่อมวรรณโลมา คะมิ่นยิ้ม
มีนาแน่นิลปา สันแหละ พ่อเฮย
แรงฤทธิ์เดชเก่งพร้อม แพร่ทั้งชมพูฯ”
(ขุนวิสูตรเสนี)
- นิลราช
ฝ่ายเมืองชมพู พระสมุทรแบ่งภาคมาเกิด สีน้ำไหล หรือสีฟ้าอ่อนเจือเขียว ปากหุบ สวมมาลัยทอง
“พานรนิลราชกร้าว ฤทธิไกร
สีเช่นชลไหลใส สดแพร้ว
คือพระสุมทรไคล คลาศแบ่ง ภาคฤา
เป็นทหารหริแกล้ว เศิกกล้าราวีฯ”
(พระองค์เจ้าเกษมศรีศุภโยค)
- นิลเอก
ฝ่ายเมืองชมพู พระพินายแบ่งภาคมาเกิด สีทองแดง ปากหุบ สวมมาฃัยทอง
“นิลเอกตนนี้พระ พินายลง อุบัตินา
เป็นพวกสิบแปดมง กุฏแกล้ว
เนื่องขัตติยวงศ์ นครเขต ชมพูเฮย
สีดุจดามพะแผ้ว ผ่องแม้นสุริยันฯ”
(พระยาศรีสิงหเทพ)
- วิสันตราวี
ฝ่ายเมืองชมพู พระอังคารแบ่งภาคมาเกิด สีสิ้นจี่ ปากอ้า สวมมาลัยทอง
“ขุนพานนเรศรูปนี้ นามมี
คือวิสันตราวี บอกสิ้น
อังคารเทพลี ลาศแบ่ง มาฤา
กายก่ำเล่ห์สีสิ้น จี่ล้วนแลงามฯ”
(กรมหมื่นอดิศรอุดมเดช)
- กุมิตัน
ไม่ปรากฏฝ่าย พระเกตุแบ่งภาคมาเกิด สีทอง หรือสีเหลืองรง ปากหุบ สวมมาลัยทอง
“รังภาพรูปบอกแจ้ง เพศพรรณ
ขุนกบี่กุมิตัน ชื่ออ้าง
ฉวีสีสุวรรณสรร ส่อเหตุ เดิมพ่อ
พระเกตุแบ่งภาคร้าง โลกพ้นเป็นสวาฯ”
(พระเทพกวี)
- เกสรทมาลา
ไม่ปรากฏฝ่าย พระไพรศรพณ์แบ่งภาคมาเกิด สีเหลืองอ่อน หรือสีเลื่อมเหลือง ปากอ้า สวมมาลัยทอง
“ไพศรพณ์ผันภาคตั้ง ตัวสวา หนึ่งแฮ
สีเลื่อมเหลืองเทียมทา มาศแพร้ว
เกสรทมาลา ฤาเดช
ทุกราพณ์รอฤทธิ์แล้ว กลอกกล้ากลัวมือฯ
(พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร)
- มายูร
ไม่ปรากฏฝ่าย ท้าววิรูปักข์แบ่งภาคมาเกิด สีม่วงอ่อน ปากอ้า สวมมาลัยทอง
“วิรูปักษ์มรุเจ้า จุติลฝง
เป็นกบี่มายูรยง อาจอ้าง
สีม่วงอ่อนพักตร์มง กุฏสิบแปดนา
รองบาทนารายณ์ล้าง เศกสิ้นทมิฬศูนย์ฯ”
(หลวงอินทรวุธ)
- วานรเตียวเพชร
- ญาณสคนธ์
ฝ่ายเมืองขีดขิน ท้าวธตรฐแบ่งภาคมาเกิด สีขาวกะลัง หรือขาวใส ปากหุบ โพกผ้าตะบิด
- ทวิพัท
ฝ่ายเมืองชีดขิน พระโสมราชแบ่งภาคมาเกิด สีดอกชบาปากหุบ โพกผ้าตะบิด
- ปิงคลา
ฝ่ายเมืองชีดชิน พระยมแบ่งภาคมาเกิด สีเหลืองแก่ หรือสีแสดอ่อน ปากหุบ โพกผ้าตะบิด
- มหัทวิกัน
ฝ่ายเมืองขีดขิน พระประชาบดีแบ่งภาคมาเกิด สีหงชาด ปากหุบ โพกผ้าตะบิด
- วาหุโรม
ฝ่ายเมืองขีดขิน พระสันดุสิตเทวบุตรแบ่งภาคมาเกิด สีเหลืองเทา หรือ สีเหลืองนวลเทา ปากหุบ โพกผ้าตะบิด
- อุสุภศรราม
ฝ่ายเมืองขีดขิน ท้าวเวสสุวัณแบ่งภาคมาเกิด สีขาบ ปากหุบ โพกผ้าตะบิด
- มากัญจวิก
ฝ่ายเมืองขีดขิน จิตตุบทแบ่งภาคมาเกิด สีมอคราม ปากหุบ โพกผ้าตะบิด
- โชติมุข
ฝ่ายเมืองชมพู จิตตุบาทแบ่งภาคมาเกิด สีก้ามปู หรือสีหงเสนแก่ ปากหุบ โพกผ้าตะบิด
- นิลเกศี
ไม่ปรากฏฝ่าย พระวลาหกแบ่งภาคมาเกิด สีแดงดังดอกกมุทบาท หรือสีแดงชาด ผมสีดำ ปากหุบ โพกผ้าตะบิด
-
-
-
-
-
- พงศ์อสูร
ยักษ์และอสูรในเรื่องรามเกียรติ์มีหลายพงศ์ หลายตระกูล บางคนมีความเกี่ยวข้องกับ ทศกัณฐ์ ในฐานะญาติ เช่น พญาทูษณ์ นางกากนาสูร กุมภกรรณ บางคนเป็นสหาย เช่น ท้าวจักรวรรดิ สัทธาสูร มูลผลัม บางคนไม่มีเรื่องเกี่ยวข้องกับทศกัณฐ์เป็นพงศ์พรหม ท้าวสหัสวบดีพรหม มาสร้างกรุงลงกาให้ ท้าวอัษฎามหาพรหม หรือ จตุพักตร์ ครอบครอง
จตุรพักตร์มีโอรส คือ ท้าวลัสเตียน มีมเหสี ๕ องค์ คือ นางสุนันทา มีโอรสชื่อ กุเรปัน นางจิตรมาลี มีโอรสชื่อ ทัพนสูร นางสุวรรณมาลัย มีโอรสชื่อ อัศธาดา นางวรประไพ (วรประภา) มีโอรสชื่อ มารัน นางรัชฎา มีโอรสธิดา คือ ทศกัณฐ์ กุมภกรรณ พิเภก ขร ทูษณ์ ตรีเศียร และ นางสำมนักขา นอกจากนี้ยังมีวงศ์ญาติ ของทศกัณฐ์อีกหลายคน เช่น กากนาสูร มี โอรส คือ สวาหุ และ มารีศ
ทศกัณฐ์ ครองกรุงลงกาต่อจาก ท้าวลัสเตียน ได้ นางมณโฑ กับ นางกาลอัคคี เป็นมเหสี มีโอรสธิดาเกิดแต่นางมณโฑ คือ อินทรชิต ทศพิน และ นางสีดา มีโอรสธิดาเกิดแต่ นางกาลอัคคี คือ บรรลัยกัลป์ เกิดแต่ นางสนม คือ สหัสกุมาร และ สิบรถ เกิดแต่นางปลา คือ สุพรรณมัจฉา เกิดแต่นางช้าง คือ ทศคิรีวัน ทศคิรีธร เมื่อมีศึกประชิดกรุงลงกา ทศกัณฐ์ให้ญาติวงศ์ของตนออกสู้รบ ล้มตายลงเป็นอันมาก จึงขอให้สหายอสูรต่างเมืองช่วยรบ เช่น จักรวรรดิ ไมยราพ สหัสสเดชะ
- ลักษณะหน้าโขนพงศ์อสูร
อสูรที่เป็นญาติและสหายของทศกัณฐ์มีอยู่เป็นจำนวนมาก ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะที่มีบทบาทสำคัญ เพื่อเป็นพื้นฐานในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับโขน
- ทัพนาสูร
พญายักษ์ เจ้าเมืองจักรวาล โอรส ท้าวลัสเตียน เป็นพี่ของทศกัณฐ์ สีหงดิน มงกูฏสามกลีบ ปากขบ ตาจระเข้
- อัศธาดา
พญายักษ์ เจ้าเมืองวัทกัน โอรส ท้าวลัสเตียน เป็นพี่ทศกัณฐ์ สีขาว ( ๔ หน้า ๘ มือ) มงกุฏชัย ปากแสยะ ตาจระเข้
“แปดหัตถ์สีเศวตนี้ อัศธา ดาเอย
พักตร์สี่ทรงขรรค์ศรา วุธห้าว
มกุฏชัยสี่ยอดปรา กฏเช่นพรหมแฮ
ครองเขตวัทกันด้าว หน่อไท้ลัสเตียนฯ”
(นายทัด กุเรเตอ)
- มารัน
พญายักษ์ เจ้าเมืองโสฬส โอรสท้าวลัสเตียน เป็นพี่ทศกัณฐ์ สีทอง มงกุฏหางไก่ ปากขบ ตาจระเข้
“มารันกาญนเนื้อ นามตรง
มงกุฏหางไก่ทรง ฤทธิ์ห้าว
โสฬสนครคง เขตครอบ ครองแฮ
บุตรวรประไภนางท้าว ปิตุนั้นลัสเตียนฯ”
(พระองค์เจ้าเกษมศรีศุภโยค)
- ทศกัณฐ์
พญายักษ์ เจ้ากรุงลงกา โอรสท้าวลัสเตียน สีเขียว หน้า ๓ ชั้น ๑๐ หน้า ๒๐ มือ มงกุฏชัย ปากแสยะ ตาโพลง สีทองใช้สำหรับการแสดงตอนทศกัณฐ์ลงสวนและฉุยฉายทศกัณฐ์
“ทศกัณฐ์สิบพักตร์ชั้น เศียรตรี
ทรงมกุฏชัยเขียวสี อาตม์ไท้
กรยี่สิบพระศุลี ประสาทฤทธิ์ยิ่งนา
ถอดจิตจากตนได้ ปิ่นด้าวลงกาฯ”
(พระองค์เจ้าเกษมสันต์โสภาคย์)
- กุมภกรรณ
พญายักษ์ อุปราชกรุงลงกา โอรสท้าวลัสเตียน เป็นน้องทศกัณฐ์ สีเขียว ไม่มียอด ทำหน้าเล็กไว้ด้านหลัง ๓ หน้า ปากแสยะ ตาโพลง
“รูปราพณ์คนนี้ชื่อ ปรากฏ นามเฮย
กุมภกรรณนุชาทศ พักตร์ท้าว
เป็นอุปราชเรืองยศ ผิวพิศ เขียวแฮ
ทรงหอกโมกขศักดิ์ห้าว มหิทธิ์เหี้ยมหาญณรงค์ฯ”
(ขุนพิสนทสังฆกิจ)

- พิเภก
พญายักษ์ โอรสท้าวลัสเตียน เป็นน้องกุมภกรรณ สัเขียว มงกุฏน้ำเต้ากลม ปากแสยะ ตาจระเข้
“พิเภกน้องแทตย์ ทศกัณฐ์
คือแว่นเวสสุญาณสรร สืบสร้าง
เพทางศาสตร์ขยัน ยลยวด ยิ่งเฮย
ทรงมงกุฏน้ำเต้าอ้าง อาตม์พื้นขจีพรรณฯ”
(นายทัด กุเรเตอ)
- พญาจร
พญายักษ์ เมืองโรมคัล โอรสท้าวลัสเตียน เป็นน้องพิเภก สีเขียว มงกุฏจีบ ปากขบ ตาจระเข้
- พญาทูษณ์
พญายักษ์ เจ้าเมืองจารึก โอรสท้าวลัสเตียน เป็นน้องพญาขร สีม่วงแก่ มงกุฏกระหนก ปากขบ ตาจระเข้
- ตรีเศียร
พญายักษ์ เจ้าเมืองมัชวารี โอรสท้าวลัสเตียน เป็นน้องพญาทูษณ์ สีขาว มงกุฏ ๓ ยอดอย่างอสูร ปากขบ ตาจระเข้
“ตรีเศียรสามพักตร์แผ้ว เศวตสี กายเฮย
ครองภพมัชวารี ฤทธิ์ห้าว
หกหัตถ์มกุฏตรี ยอดอย่าง อสูรแฮ
เรียงร่วมมารดาท้าว แทตย์ไท้ทศเศียรฯ”
(กรมหมื่นอดิศรอุดมเดช)

- สำมนักขา
ยักษิณี ธิดาท้าวลัสเตียน น้องหญิงสุดท้องของทศกัณฐ์ สีเขียวสด (หรือสีทอง) สวมกระบังหน้า ไว้ผมปีก ปากแสยะ ตาจระเข้
“สำมนักขาชื่ออ้าง อสุรพันธุ์
งกนิษฐ์ทศกัญฐ์ แก่นไท้
ฉวีกายสกลวรรณ เขียวสด สะอาดนอ
เป็นเอกชาเยศได้ อยู่ด้วยชิวหาฯ”
(ขุนมหาสิทธิโวหาร)

- อินทรชิต (รณพักตร์)
โอรสทศกัณฐ์ สีเขียว มงกุฏเดินหน จอนหูอย่างมนุษย์ ปากขบ ตาโพลง เขี้ยวดอกมะลี
“อินทรชิตเดิมชื่ออ้าง รณพักตร์
เทพประสาทศรศักดิ์ สิทธิ์ให้
ทรงมกุฏมนุษย์ลักษณ์ สีเท่ห์ เขียวนอ
เขี้ยวงอกกลับบุตรไท้ แทตย์ท้าวทศกัณฐ์ฯ”
(พระยาศรสิงหเทพ)
- บรรลัยกัลป์
โอรสทศกัณฐ์ สีแสด หรือสีแดง มงกุฏน้ำเต้าเฟื่อง ปลายละบัด ปากขบ ตาจระเข้
- มังกรกัณฐ์
พญายักษ์ โอรสพญาขร สีเขียว หรือสีทอง มงกุฏยอดนาค ปากขบ ตาจระเข้
“มังกรกัณฐ์บุตรท้าว ขรพงศ์ แผนนา
มงกุฏนาคพักตร์เขียวยง ยิ่งผู้
ทรพีอุบัติตรง ศิวะสาป สรรแฮ
ครองเขตโรมคัลรู้ เชี่ยวใช้เชิงศรฯ”
(พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร)
- แสงอาทิตย์
พญายักษ์ โอรสพญาขร เป็นน้องมังกรกัณฐ์ สีแดงชาด มงกุฏกนก ปากขบ ตาจระเข้
“ราพณ์แสงอาทิตย์เชื่อ พรหมพงศ์
มงกุฏกระหนกทรง ฤทธิ์เร้า
ฉวีวรรณลักษณะองค์ อสูรเฉก ชาดแฮ
บุตรพญาขรเจ้า เขตแคว้นโรมคัลฯ
(หลวงอินทรอาษา)
- ทศคิรีวัน
โอรสทศกัณฐ์ เกิดจากนางช้าง สีเขียว มงกุฏกาบไผ่ มีงวงที่ปลายนาสิก ขี่ม้าผ่านดำ ปากขบ ตาจระเข้
“โอรสคชกับท้าว ทศกัญฐ์
นามทศคิรีวัน ออกอ้าง
มงกุฏกาบไผ่พรรณ เขียวสด
งวงงอกออกเช่นช้าง ส่อเชื้อหัสดีฯ”
(พระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ)
- ทศคิรีธร
โอรสทศกัณฐ์ เกิดจากนางช้าง สีหงดิน มงกุฏกาบไผ่ มีมีงวงที่ปลายนาสิก ขี่ม้าผ่านขาว ปากขบ ตาจระเข้
“บุตรกรีเกิดกับท้าว จอมลง กาเฮย
นามทศคิรีธรทรง ฤทธิ์ร้าย
หงดินผ่องผิวมง- กุฏกาบ ไผ่แฮ
นาสิกเป็นงวงคล้าย เงื่อนเค้าชนนีฯ”
(พระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ)
- วิรุญจำบัง
โอรสพญาทูษณ์ สีมอหมึก มงกุฏหางไก่ ปากขบ ตาจระเข้ มีม้านิลพาหุ ตัวขาวหัวดำ (บางตำราว่าตัวดำปากแดง) เป็นพาหนะหายตัวได้ทั้งคนทั้งม้า
“เอารสพญาทูษณ์รู้ เวทฉมัง
นามวิรุญจำบัง แก่นท้าว
ครองชนบทมกุฏดัง หางไก่ ฉลายแฮ
กุมหอกหายตัวห้าว มุขแม้นหมึกมอฯ”
(หลวงบรรหารอัตถคดี)
- กากนาสูร
นางรากษสกรุงลงกา เป็นญาติชั้นยายของทศกัณฐ์ สีม่วงแก่ สัณฐานปากเป็นกา ตาจระเข้
“แถลงนามนางราพณ์ร้าย ฤทธี
กากนาสูรสี ม่วงคล้ำ
สัณฐานโอษฐ์อสุรี ดุจปาก กานา
พักตร์เพศยักษิณีน้ำ จิตห้าวฮึกเหิมฯ”
(หลวงฤทธิ์พลไชย)
- มารีศ
บุตรนางกากนาสูร เป็นญาติชั้นน้าของทศกัณฐ์ สีขาว มงกุฏสามกลีบ ปากขบ ตาโพลง
“มารีศบุตรยุพแก้ว กากนา สูรแฮ
ขาวผ่องสีกายา อย่างนี้
มีมงกุฏโสภา สามกลีบ ช้อนแฮ
ชีพสะบัดคราวเมื่อลี้ ลาศเต้าตามกวางฯ”
(พระองค์เจ้าเกษมศรีศุภโยค)
- ชิวหา
บุตรของมารีศ เป็นสามีนางสำมนักขา สีหงชาด มงกุฏน้ำเต้ากลม ปากแสยะ ตาจระเข้
“แสดงรูปภาพนี้ ชิวหา
ผัวนาฏสำมนักขา คู่เคล้า
ผิวพักตร์เทียบเทียมทา หงชาด แลแฮ
สวมมกุฏรูปน้ำเต้า ฤทธิ์ลิ้นแผ่พโยมฯ”
(ขุนโอวาทวรกิจ)
- กุมภกาศ
บุตรชิวหากับนางสำมนักขา สีหงดิน มงกุฏน้ำเต้าเฟื่อง ปากแสยะ ตาจระเข้
- เสนายักษ์กรุงลงกา
มีจำนวน ๒๐ คน ได้แก่
- มโหธร
- เปาสนาสูร
- การุณราช
- กาลสูร
- นนทจิตร
- นนทไพรี
- นนทยักษ์
- นนทสูร
- พัทกาวี
- ภานุราช
- มหากาย
- อิทธิกาย
- รณศักดิ์
- โรมจักร
- ฤทธิกาสูร
- สุกรสาร
- ไวยวาสูร
- สุขาจาร และอสูรกำปั่น
นอกจากนี้ยังมี
- กองลาดตระเวณรักษากรุงลงกาอีก ๗ ตน ได้แก่
- กุมภาสูร
- ฤทธิกัน
- สารัณทูต
- วิชุดา
- วายุภักษ์
- อากาศตะไล
- ผีเสื้อสมุทร
- มโหธร
เสนาบดีกรุงลงกา สีเขียว มงกุฏน้ำเต้ากลม ปากแสยะ ตาโพลง
- เปาวนาสูร
เสนาบดีกรุงลงกา สีขาว มงกุฏน้ำเต้ากลม ปากแสยะ ตาโพลง
- อากาศตะไล
นางอสูรเสื้อเมือง รักษาด่านทางอากาศ สีแดงเสน (๔ หน้า ๘ มือ) มงกุฏนต้า ๕ ยอด ปากแสยะ ตาโพลง
- ผีเสื้อสมุทร
นางยักษิณีผู้รักษาด่านทางน้ำ สีหงดิน ไม่มียอด ปากแสยะ ตาจระเข้
อสูรผีเสื้อสมุทร มหึมา
ผิวดุจหงดินทา ทาบเนื้อ
รักษาด่านค่ายชานมหา สมุทรใหญ่
แขวงเกาะลงกาเอ ชาติแท้ทมิฬมารฯ
(หมื่นพากยโวหาร)
- ยักษ์และอสูรต่างเมืองที่ทศกัณฐ์ขอให้มาช่วยทำศึกกับพระราม
ในที่นี้นำมากล่าวรายละอียดเฉพาะบางคนเท่านั้น
- จักรวรรดิ
พญายักษ์เจ้ากรุงมลิวัน สหายของทศกัณฐ์ สีขาว (๔ หน้า ๘ มือ) หน้าส ๒ ชั้น มงกุฏหางไก่ ปากแสยะ ตาโพลง
“จัตุรพักตร์สองชั้นชื่อ จักรวรรดิ
ทรงมกุฏหางไกรัตน ฤทธิ์ล้ำ
อาวุธครบแปดหัตถ์ สหายทศกัณฐ์แฮ
ขาวผ่องครองนครค้ำ เขตแคว้นมลิวันฯ”
(พระยาราชวรานุกูล)
- สุริยาภพ
โอรสท้าวจักรวรรดิ สีแดงชาด มงกุฏและสัณฐานหน้าเหมือนอินทรชิต
“สุริยาภพบุตรท้าว จักรวรรดิ
กุมหอกนามเมฆพัท กาจเกรี้ยว
ทรงเครื่องขัตติยจรัส ชฎามนุษย์ งามนา
กายเฉกสีชาดเขี้ยว งอกงุ้มงอนลงฯ”
(พระยาสุริยเทพ)
- บรรลัยจักร
โอรสท้าวจักรวรรดิ เป็นน้องสุริยาภพ สีม่วงอ่อน มงกุฏหางไก่ ปากขบ ตาจระเข้
- ไมยราพ
พญายักษ์ เจ้ากรุงบาดาล สีม่วงอ่อน มงกุฏกระหนก รู้เวท สรรพยาเป่ากล้องสะกดทัพ ปากขบ ตาจระเข้
“ริรูปมัยราพณ์เจ้า กรุงบาดาลแฮ
สีม่วงอ่อนอสุรา ฤทธิ์แกล้ว
เป็นโอรสมหา ยมยักษ์ นั้นนอ
ทรงมงกุฏกระหนกแพร้ว เผ่าพ้องพรหมินทร์ฯ”
(หลวงอินทรอาวุธ)
- สหัสสเดชะ
พญารากษศ เจ้าเมืองปาดาล สีขาว (๑๐๐๐ หน้า ๒๐๐๐ มือ) หน้า ๔ ชั้น หรือ ๕ ชั้น มงกุฏชัย ปากแสยะ ตาโพลง
“กุมภัณณ์พันพักตร์เกล้า เบญจ ปดลฤา
นามสหัสสเดชะ เศวตแผ้ว
สองพันหัตถ์พรหมประ สาทอริ แกบนแฮ
คทาเพชรศรแก้ว ปกเกล้าปางตาลฯ”
(พระองค์เจ้าเกษมสันต์โสภาคย์
- สัทธาสูร
พญายักษ์ เจ้าเมืองอัสดงค์ สีหงเสน มงกุฏจีน ปากขบ ตาจระเข้
- อัศกรรณมาลาสูร
พญายักษ์ เจ้าเมืองดุรัม สีม่วงแก่ (หน้า ๒ ชั้น ๗ หน้า) มงกุฏชัย ปากขบ ตาจระเข้
“ปิ่นดุรัมธิราชเชื้อ พรหมา
นามอัศกรรณมาลา บอกไว้
สองปดลเจ็ดพักตรา มงกุฏ มนุษย์แฮ
กายม่วงแก่มิตรไท้ แทตย์ท้าวทศกัณฐ์”
(กรมหมื่นอดิศรอุดมเดช)
-
-

ฤษี
ฤษีที่ปรากฏในเรื่องรามเกียรติ์มีจำนวน ๓๓ ตน ปรากฏในเรื่อง “พงศ์ในเรื่องรามเกียรติ์” ฉบับของ ประพันธ์ สุคนธะชาติ ดังนี้
“อนึ่ง นามพระดาบส คือ พระฤาษี เมื่อตั้งกรุงศรีอยุธยานั้น ชื่อ
- อจนคาวี ๑
- ยุทธอักขร ๑
- ทะหะ ๑
- ยาคะ ๑
- พระฤาษี ตั้งกำเนิดทางมณโฑ ชื่อ มหาโรมสิงหะ ๑
- วตันตะ ๑
- วชิระ ๑
- วิสุทธิ ๑
- พระฤาษี ตั้งกำเนิดพาลี สุครีพ ชื่อ โคดม ๑
- พระฤาษี เชิญพระนารายณ์ให้อวตาร ชื่อบรรลัยโกฎิ (กไลโกฏ) มีศีรษะเป็นหน้ามฤค ๑
- วัชอัคคี ๑
- วิสิษฐ์ ๑
- สวามิตร ๑
- ภารัทวาช ๑ เป็น ๕ องค์๑
- พระฤาษีเมื่อพระรามเดินป่า ชื่อ สุทรรศน์ ๑ นางสุไข ดาบสสินี ๑ อัคตะ ๑สรภังค์ ๑ เป็น ๔ องค์
- พระฤาษี อาจารย์ท้าวชนกจักรวรรดิ ชื่อพระสุธามันตัน ๑
- พระฤาษี พระอาจารย์พาลี ชื่อ อังคตะ ๑
- พระฤาษี อาจารย์ทศกัณฐ์ ชื่อ โคบุตร ๑
- พระฤาษีพระอาจารย์ไมยราพณ์ ชื่อ สุเมธ ๑
- พระฤาษี เมื่อหนุมานไปพบครั้งถวายแหวน ชื่อ พระชฎิล ๑
- พระนารท ๑ พระฤาษี ซึ่งบอกพระรามให้จัดเอายาพวานถือธงไชยนำทัพ ชื่อ มรเมศวร ๑
- พระฤาษี ซึ่งสาปนิลราช ชื่อ คสวิน ๑
- พระฤาษี อาจารย์หนุมาน ชื่อ พระทิศไภย ๑
- พระฤาษีอาจารย์ท้าวไกยเกษ ชื่อ พรโดควินทร์ ๑
- พระฤาษีอาจารย์ทศพิน ชื่อ พระกาลดาบส ๑
- พระฤาษีอาจารย์ท้าวจักรวรรดิ ชื่อ ปรเมศร์ ๑
- พระฤาษีอาจารย์บุตร ลบ ชื่อ วัชรมฤค
- ทศกัณฐ์แปลงเป็นดาบสเข้าไปลักนางสีดา ชื่อ มหาธรรม ๑
- ทศกัณฐ์แปลงเข้าไปหาพระรามที่เขาคันธมาทน์ ชื่อ กาลสิทธิโคดม ๑
ในพิธีไหว้ครู “ โขน” หรือดนตรีนาฏศิลป์จะต้องมีศีรษะครูฤษีอยู่ด้วยทุกครั้ง ตามตำนานกล่าวว่าศีรษะครูฤษีในพิธีไหว้ครูนั้นหมายถึง พระภรตมุนีผู้รจนาคัมภีน์นาฏยศาสตร์ จากจากคติความเชื่อตามตำนานดังกล่าว พระฤษีในเรื่องรามเกียรติ์ยังเป็นครูและผู้มีอุปการคุณต่อบุคคลต่างๆ ในเรื่องทั้งพระ นาง ยักษ์ และลิง