ตัวอย่างหัวโขน

หัวโขน

หัวโขนซึ่งใช้ในการเล่นโขนนั้นสันนิษฐานว่า การแสดงโขนอย่างเช่นที่มีอยู่ทุกวันนี้ เมื่อแรกน่าจะยังไม่มีหัวโขน แต่อาจใช้การแต่งหน้าเขียนระบายสีลงบนหน้าผู้แสดงแต่ละคนตามลักษณะของบุคคลในเรื่องที่สมมติ                 ให้เล่น ดังเช่นการแสดง “กถักกฬิ” ของอินเดียซึ่งแสดงเรื่องรามเกียรติ์เช่นเดียวกับการแสดงโขนของไทยก็ยังใช้วิธีเขียนระบายใบหน้าผู้แสดงอยู่จนทุกวันนี้ แต่การเล่นโขนของไทยเรานั้นแบ่งพวกตัวแสดงออกเป็นข้างละมากตัว                ใช้คนจำนวนมาก การเขียนระบายหน้าผู้แสดงจึงนับเป็นงานหนักมาก ต่อมาจึงมีผู้แก้ข้อขัดข้องนี้ โดยสร้างหน้ากากจำลองใบหน้าเป็นรูปต่างๆ ใช้สวมศีรษะและหน้าผู้แสดงแทน ทั้งนี้โดยสวมเทริดอยู่บนศีรษะ ดังเช่น          ที่ปรากฏหลักฐานอยู่ในการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ในพระราชพิธีอินทราภิเษกครั้งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งถือว่าเป็น                   ต้นเค้าที่มาของการแสดงโขน ต่อมาจึงปรับปรุงหน้ากากหรือหน้าโขนให้ยึดติดกับเทริด แล้วสวมครอบศีรษะปิดมิด              เพื่อความสะดวกในการแสดง เรียกว่า “หัวโขน”

หัวโขน นับแต่สมัยอยุธยาตอนปลายลงมาคงจะได้รับการประดิษฐ์คิดสร้างอย่างสมบูรณ์สวยงามเป็นพิเศษ ราวแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศลงมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย         ซึ่งเป็นระยะเวลาที่นาฏศิลป์และดนตรี รวมทั้งงานศิลปะทุกสาขารุ่งเรืองถึงขีดสุด หัวโขนที่สวยงามเป็นเลิศจึงมีขึ้นในแผ่นดินนี้สมัยหนึ่ง

 หัวโขน เป็นงานศิลปะชั้นสูง ใช้สำหรับสวมครอบศีรษะ ปิดบังส่วนหน้าของผู้แสดงโขนอย่างมิดชิด                        เป็นศิลปวัตถุประเภทประณีตศิลป์ และงานศิลปะที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นอย่างวิจิตรตระการตาเช่นเดียวกับเครื่องแต่งกาย ประณีตบรรจงตามแบบช่างไทย มีรูปลักษณะสวยงาม ลักษณะคล้ายหน้ากาก แตกต่างตรงที่เป็นการสร้างจำลองรูปทรงใบหน้าและศีรษะทั้งหมด เจาะช่องเป็นรูกลมที่นัยน์ตาของหัวโขน ให้ตรงกับนัยน์ตาของ           ผู้แสดงเพื่อการมองเห็น

หัวโขนแบ่งเป็น ๒ ประเภทคือ

  • หัวโขนสำหรับใช้ในการแสดง หมายความถึงหัวโขนที่สื่อถึงตัวละครนั้น ๆ เช่น พระ ยักษ์ เทวดา วานรและสัตว์ต่าง ๆ สร้างขึ้นด้วยกรรมวิธีแบบโบราณ ตามเอกลักษณ์ของหัวโขนที่ถูกต้องและสมบูรณ์แบบของศิลปะไทย
  • หัวโขนที่ใช้สำหรับเป็นของประดับตกแต่งหรือของที่ระลึก หมายความถึงหัวโขนที่ทำขึ้นโดยการ หล่อ ปั้น ฉีดและขึ้นรูปด้วยพลาสติกหรือกรรมวิธีอื่น ๆ ลงรักปิดทอง ประดับกระจก
  • การจำแนกหน้าโขนหรือหัวโขน

จำแนกออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังนี้

  • เทพเจ้าและเทวดาต่างๆ เช่น พระอิศวร พระพรหม พระนารายณ์ พระอินทร์ พระอรชุน พระมาตุลลี เป็นต้น
  • พระครูพิราพและพระครูฤษี เช่น พระฤษีวสิษฐ์ พระฤษีกไลโกฎ พระฤษีโคบุตร เป็นต้น
  • พระ (มนุษย์) เช่น ท้าวอัชบาล พระราม พระลักษมณ์ พระพรต พระสัตรุด เป็นต้น
  • วานร
  • พญาวานรที่สวมมงกุฏ เช่น พาลี สุครีพ ชมพูพาน ฯลฯ
  • พญาวานรที่สวมมาลัยทอง เช่น หนุมาน นิลพัท ฯลฯ วานรสิบแปดมงกุฏ เตียวเพช และ เขนลิง เป็นต้น
  • ยักษ์
  • สวมมงกุฏเรียกว่า “ยักษ์ยอด” เช่น ทศกัณฐ์ พิเภก อินทรชิต มารีศ ฯลฯ
  • ไม่สวมมงกุฏเรียกว่า “ยักษ์โล้น” เช่น กุมภกรรณ สำมนักขา ฯลฯ หน้าโขนยักษ์ยังมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันไปอีก เช่น ปาก เขี้ยว ตา เป็นต้น
  • สัตว์ต่างๆ เช่น ครุฑ นกสดายุ นกสัมพาที เป็นต้น
    • สังเขปพงศ์รามเกียรติ์และลักษณะหน้าโขน

    เรื่องที่นำมาเล่นโขนคือเรื่องรามเกียรติ์ เรื่องดังกล่าวมีเนื้อหายาว แบ่งเป็นหลายตอน สาระสำคัญคือการสงครามที่ประกอบด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ของฝ่ายพระราม ซึ่งเป็นพงศ์นารายวตารกับฝ่ายทศกัณฐ์และยักษ์สัมพันธมิตร บุคคลต่างๆ ทั้งฝ่ายพระรามและฝ่ายทศกัณฐ์ล้วนมีวงศ์ญาติและประวัติความเป็นมา ตลอดจนความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันมาแต่อดีต ดังนั้นผู้ชมเมี่อดูโขน จึงควรมีความรู้เกี่ยวกับความเป็นมา ตลอดจนลักษณะเด่นของบุคคลดังกล่าว