ความเป็นมาของโขน /กำเนิดโขน
ความเป็นมาของโขน /กำเนิดโขน
“โขน” เป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงที่เก่าแก่ของไทย มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตามหลักฐานจากจดหมายเหตุของลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้กล่าวถึงการเล่นโขนว่า เป็นมหรสพสำหรับการเล่นในโรงที่ออกท่าทางเข้ากับพิณพาทย์ โดยผู้เต้นรำนั้นจะสวมหน้ากาก (หัวโขน) และถือศาสตราวุธ (ทำเทียม) และด้วยหน้ากาก หรือหัวโขนนั้นปิดปากบนเสีย ดังนั้นบทที่จะพูดจึงต้องมีผู้อื่นซึ่งเป็นคนพากย์พูดแทน
“โขน” นั้นพัฒนามาจากศิลปะการแสดงหลายแขนงด้วยกัน คือ :-
- นำวิธีเล่นและวิธีแต่งตัวบางอย่างมาจาก “การเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์”
- นำท่าต่อสู้โลดโผน ท่ารำ ท่าเต้นมาจาก “กระบี่กระบอง”
- และนำศิลปะการพากย์ การเจรจา เพลงและเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบกิริยาอาการของผู้แสดงที่เรียกว่าเพลงหน้าพาทย์มาจาก “การแสดงหนังใหญ่”
ลักษณะสำคัญของโขนอยู่ที่ผู้แสดงต้องสวมหัวโขนหมดทุกตัว ยกเว้นตัวพระ ตัวนาง และตัวเทวดามีต้นเสียงและลูกคู่ร้องบทให้มีคนพากย์และเจรจา แสดงเรื่อง “รามเกียรติ์” แต่เพียงเรื่องเดียว
https://ich-thailand.org/heritage/detail/6291e5b7978f238e61f77da4
ประเภทโขน
- โขนกลางแปลง
คือการละเล่นโขนบนพื้นดินกลางสนาม ตกแต่งภูมิทัศน์โดยรอบขึ้นเป็นฉาก ไม่ต้องปลูกสร้างโรง มีการพากย์เจรจา การแสดงโขนกลางแปลงประเภทนี้ น่าจะเน้นการยกรบและรบกันเป็นพื้น ครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดถวายพระเพลิงสมเด็จพระปฐมบรมชนก เมื่อพุทธศักราช ๒๓๓๙
แสดงว่าก่อนจะประสมโรงเล่นกลางแปลงนั้นเล่นบนโรงกันก่อน เมื่อถึงตอนยกรบและรบกันจึงลงเล่นกลางสนาม สันนิษฐานว่า การเล่นโขนลักษณะดังกล่าวน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากการเล่นดึกดำบรรพ์
วงดนตรีปี่พาทย์ที่ประกอบการเล่นโขนกลางแปลง ต้องมี ๒ วงเป็นอย่างน้อย ปลูกร้านยกพื้นขี้นใกล้กับพลับพลาวงหนึ่ง ใกล้กับฝ่ายลงกาวงหนึ่ง หากสนามหรือพื้นที่แสดงกว้างมากก็ต่อเพิ่ม ลงปี่พาทย์หรือคนพากย์เจรจาได้อย่างชัดเจน
- โขนโรงนอกหรือโขนนั่งราว
เป็นการเล่นบนโรง ไม่มีเตียงสำหรับนั่ง แต่จะทำราวไมไผ่พาดตามยาวของโรงสำหรับเป็นที่ตั้งโขนนั่งตรงหน้าฉาก มีช่องว่างให้ผู้แสดงเดินได้รอบราว มีแต่การพากย์เจรจา ไม่มีบทขับร้อง
รูปแบบการจัดแสดงโขนโรงนอกมีลักษณะคล้ายย่อเอาโขนกลางแปลงขึ้นไปเล่นบนเวทีวงดนตรีประกอบปี่พาทย์ประกอบโขนโรงนอก มี ๒ วงเช่นเดียวกับโขนกลางแปลง ปลูกเป็นร้านยกพื้นขนาดย่อม สูงกว่าที่แสดง ทางด้านขวาและด้านซ้ายของโรง ตัวโขนแสดงอยู่หน้าวงปี่พาทย์ทั้ง ๒ วง ซึ่งจะผลัดกันทำเพลงเสมือนเป็นการประชันกันอยูในที
- โขนหน้าจอ
“จอ” ในที่นี้ คือ ผ้าขาวมีระบายรอบ ทำด้วยผ้าดิบ สำหรับใช้ในการเล่นหนัง ต่อมามีการเจาะผ้าดิบสองข้างจอเป็นข่องประตูออก แล้วทำซุ้มทั้งสองด้าน ด้านซ้ายเป็นภาพกรุงลงกา ด้านขวาเป็นภาพฝ่ายพลับพลา มีรูปเมขลารามสูรล่อแก้ว และมีพระจันทร์พระอาทิตย์อยู่ข้างบน จอหนังลักษณะดังกล่าวเรียกว่า “จอแขวะ” เกิดขึ้นในราวสมัยรัชกาลที่ ๔-๕
การเชิดหนังแต่โบราณนั้น บางครั้งมีการปล่อยตัวโขนออกมาเล่นสลับ แล้วปล่อยตัวหนังออกเชิดแกมกันไปจนลาโรงเรียกว่า “หนังติดตัวโขน”
โขนหน้าจอเป็นวิวัฒนาการอย่างหนึ่งของนาฏศิลป์โขนที่แสดงถึงการประสมประสานกับการเล่นหนัง มีเพียงบทพากย์และเจรจา ไม่มีบทร้อง วงปี่พาทย์ที่บรรเลงประกอบการแสดงโขนหน้าจอใช้วงปี่พาทย์เพียงวงเดียว ตั้งอยู่ด้านข้างหน้าโรง หันหน้าเข้าหาตัวแสดง เช่นเดียวกับการบรรเลงประกอบการเล่นหนัง ไม่ต้องผลัดกันบรรเลงเหมือนโขนกลางแปลง และโขนโรงนอก
- โขนโรงใน
เป็นการประสมประสานโขนและละครในเข้าด้วยกัน มีการพากย์การเจรจาอย่างโขนและมีคนร้องต้นเสียงอย่างละครใน แสดงในโรงและมีฉากหลังเป็นม่านอย่างละครใน
เรื่องที่เป็นแบบแผนในการเล่นโขน คือ “รามเกียรติ์” ซึ่งเรื่องดังกล่าว นอกจากใช้สำหรับเล่นโขนและหนังแล้ว ยังเป็นบทสำหรับเล่นละครใน มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายครั้นถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ขึ้นสำหรับเล่นละครใน และต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยก็ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรต์สำหรับเล่นละครในขึ้น อีกสำนวนหนึ่ง ทั้งยังได้ทรงพระราชนิพนธ์คำพากย์รามเกียรติ์ขึ้นอีก ๔ ตอน ดังได้กล่าวมาแล้ว
โขนของกรมศิลปากรที่จัดแสดงอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นโขนกลางแปลง โขนหน้าจอ และโขนฉาก แม้ว่าสถานที่หรือเวทีที่แสดงจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบไป แต่วิธีการแสดงดำเนินตามแบบแผนโขนโรงในทั้งสิ้น
วงดนตรีปี่พาทย์ที่ใช้ประกอบการเล่นโขนตั้งแต่สมับกรุงศรีอยุธยาลงมา คือ ปี่พาทย์เครื่องห้า ประกอบด้วย ระนาด ฆ้องวง ปี่ใน กลองทัด และตะโพน (ไม่นับฉิ่งซึ่งเป็นเครื่องกำกับจังหวะ) ถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีการเพิ่มเครื่องดนตรีบางอย่างเข้าไป เช่น ในสมัยรัชกาลที่ ๑ เพิ่มกลองทัดเป็น ๒ ลูก (เดิมมี ๑ ลูก) สมัยรัชกาลที่ ๓ เพิ่มเป็นวงเครื่องคู่ คือ มีฆ้องวงเล็กและระนาดทุ้ม สมัยรัชกาลที่ ๕ วิวัฒนาการเป็นวงเครื่องใหญ่ เพิ่มระนาดเหล็กและระนาดทุ้มเหล็ก ฯลฯ วงปี่พาทย์ที่ประกอบการแสดงโขนก็เพิ่มขึ้นตามยุคสมัยที่กล่าวมาด้วย
- โขนฉาก
เป็นการแสดงบนโรงหรือเวที มีการจัดฉากให้เปี่ลยนรูปไปตามท้องเรื่องที่ทืแสดง แต่วิธีการแสดงเป็นแบบโขนโรงใน โขนฉากนี้สันนิษฐานว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านริศรานุวัดติวงศ์ทรงดำริขึ้นในรัชกาลที่ ๕ วิธีการแสดงแบ่งเป็นฉาก ทำนองเดียวกับละครดึกดำบรรพ์
เพลงที่ใช้บรรเลงประกอบการเล่นโขนกลางแปลง โขนนั่งราวและโขนหน้าจอแต่โบราณนั้น มีแต่เพลงหน้าพาทย์ (คือเพลงสำหรับประกอบกิริยาอาการ เช่น วา เสมอ เชิด ตระ รัว คุกพาทย์ บาทสกุณี ฯลฯ)
ส่วนโขนโรงในและโขนฉากก็เพิ่มเพลงรับร้องแบบละครในขึ้นอีก เช่น โอ้ชาตรี ช้าปี่ใน และเพลงอัตรา ๒ ชั้นต่างๆ เป็นต้น
*(ที่มา : “โขน อัจฉริยะแห่งนาฏศิลป์ไทย” กรมศิลปากร พิมพ์เผยแพร่ พุทธศักราช ๒๕๕๖ หน้า ๗๙-๘๔)